เสฏฐวุฒิ อุดาการ
คำถามคลาสสิกข้อหนึ่งที่มักวนเวียนอยู่ในแวดวงผู้บริหารยามเผชิญวิกฤต
เหตุใดแผนกลยุทธ์ที่ร่างขึ้นมาอย่างประณีตและรัดกุมที่สุด จึงมักไร้ความหมายลงในชั่วพริบตาเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
สัจธรรมข้อหนึ่งของโลกใบนี้คือ อนาคตไม่เคยเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเป็นเส้นตรง และไม่มีระบบใดที่จะคงทนอยู่ได้ตลอดไป
การพึ่งพาการพยากรณ์จากสถิติเก่าจึงเปรียบเสมือนการขับรถไปข้างหน้าด้วยการมองเพียงกระจกหลัง
ความล้มเหลวของผู้นำจำนวนไม่น้อยไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนข้อมูล แต่เกิดจากการยึดติดกับสมมติฐานเดิมจนมองข้ามสัญญาณเตือนภัยที่กำลังก่อตัว
Strategic Foresight จึงเป็นศิลปะในการเตรียมตัวรับมือกับความเป็นไปได้อันหลากหลาย ก่อนที่วิกฤตเหล่านั้นจะปรากฏตัวขึ้นจริง
Startegic Thinking ที่ปราศจากการมองภาพอนาคตก็เป็นได้เพียงแค่ปฏิกิริยาตอบสนองอันเชื่องช้า
กระบวนการวางฉากทัศน์เพื่อความอยู่รอดขององค์กรจึงต้องเริ่มต้นจากการถอดรหัสและรื้อถอนความเชื่อเดิมผ่าน 4 ขั้นตอนสำคัญ
ขั้นแรกคือการกวาดสัญญาณเตือนล่วงหน้า (Horizon Scanning) เพื่อจับตาความผิดปกติทั้งในมิติภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคมที่เพิ่งเริ่มก่อตัว
ขั้นที่สองคือการระบุตัวแปรขับเคลื่อนหลักที่มีความไม่แน่นอนสูง (Critical Uncertainties) เพื่อแยกแยะว่าสิ่งใดคือกระแสหลักที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และสิ่งใดคือตัวแปรพลิกผันที่ควบคุมไม่ได้
ขั้นที่สามคือการสร้างฉากทัศน์จำลองอนาคตที่หลากหลาย (Scenario Planning) โดยไม่จำกัดอยู่เพียงภาพที่ดีที่สุดหรือแย่ที่สุด แต่สร้างพื้นที่ให้เห็นพลวัตของทางเลือกหลายขั้ว
ขั้นสุดท้ายคือการทดสอบความทนทานของกลยุทธ์ (Stress-Testing Strategy) เพื่อดูว่าแผนงานขององค์กรในปัจจุบันจะยังคงใช้การได้หรือไม่หากอนาคตหมุนไปในทิศทางที่ไม่พึงประสงค์
สำหรับผู้นำยุคปัจจุบัน บทเรียนสำคัญที่สุดของการฝึกฝนการมองการณ์ไกล คือการขยายขอบเขตจินตนาการทางยุทธศาสตร์เพื่อลดจุดบอดทางความคิด
องค์กรที่สร้างวัฒนธรรมการมองภาพอนาคตจะไม่ได้มองความไม่แน่นอนเป็นภัยคุกคามที่น่าหวาดหวั่น
แต่จะมองเป็นสนามทดลองทางปัญญาที่ทำให้ทีมพร้อมปรับตัวได้อย่างยืดหยุ่นและสงบนิ่ง
การมีฉากทัศน์รองรับไว้ล่วงหน้าแม้ไม่ใช่การรับประกันว่าจะไม่พบเจอกับพายุ
แต่เป็นการสร้างหลักประกันว่า เมื่อพายุลูกนั้นพัดมาถึง
องค์กรจะรู้วิธีปรับหางเสือและก้าวข้ามผ่านคลื่นลมไปได้อย่างมีทิศทาง