ถ้ารัฐบาลไทยจ้างคิสซินเจอร์เป็นที่ปรึกษา นี่คือสิ่งที่เขาจะเตือน

เฮนรี คิสซินเจอร์ (Henry Kissinger) จากไปแล้วเมื่อปลายปี 2566 แต่บริษัทที่ปรึกษาอย่าง Kissinger Associates ยังคงอยู่ และแนวคิดของคิสซินเจอร์ยังคงถูกหยิบยกมาถกเถียงกันในแวดวงนโยบายต่างประเทศของรัฐมหาอำนาจ

ลองสมมติว่ารัฐบาลไทยได้เชิญคิสซินเจอร์มานั่งเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ

เขาจะพูดอะไรกับผู้นำไทย คำตอบอาจไม่ได้น่าฟังนัก แต่น่าจะเป็นสิ่งที่ควรได้ยิน

ก่อนอื่น คิสซินเจอร์จะบอกว่ารัฐเล็กไม่มีสิทธิ์เดินพลาดแม้แต่ก้าวเดียว

คิสซินเจอร์ไม่ได้นิยามรัฐเล็กจากขนาดพื้นที่หรือจำนวนประชากร แต่นิยามจาก margin for error หรือขอบเขตความผิดพลาดที่รับได้ มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ หรือจีนอาจตัดสินใจผิดครั้งแล้วครั้งเล่า แพ้สงคราม เสียทรัพยากร แต่ขนาดใหญ่ของรัฐยังพอให้ลุกขึ้นมาใหม่ได้ ส่วนรัฐเล็กแทบไม่มีพื้นที่ให้พลาดเลย ความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์ครั้งเดียวอาจหมายถึงการสูญเสียอิสรภาพในการกำหนดนโยบายไปอีกหลายสิบปี

คิสซินเจอร์รู้เรื่องนี้ดีกว่าใคร เพราะเขาเองเคยปฏิบัติต่อรัฐเล็กอย่างไร้ความปรานี การทิ้งระเบิดในกัมพูชาและลาวช่วงสงครามเวียดนาม และการเพิกเฉยเมื่ออินโดนีเซียผนวกติมอร์ตะวันออกเมื่อปี 1975 คือหลักฐานว่าเมื่อผลประโยชน์ของมหาอำนาจปะทะกับชะตากรรมของรัฐเล็ก มหาอำนาจจะเลือกตัวเองก่อนเสมอ

เขาอาจจะชมการทูตสยามแบบไผ่ลู่ลม แต่เตือนว่าไทยวันนี้ไม่ใช่สยามวันวานอีกต่อไป

คิสซินเจอร์เคยเขียนถึงไทยไว้ใน World Order ในฐานะประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่รอดพ้นการเป็นอาณานิคม ด้วยการผูกมิตรกับมหาอำนาจทุกฝ่ายพร้อมกัน เปิดรับที่ปรึกษาจากชาติตะวันตกที่เป็นคู่แข่งกันเอง ขณะเดียวกันก็รักษาความสัมพันธ์กับจีนไว้ เขามองว่าความยืดหยุ่นทางความคิดและความอดกลั้นทางอารมณ์ที่ยุทธศาสตร์นี้ต้องการเป็นเรื่องน่าทึ่ง

แต่คำชมนี้มาพร้อมคำเตือน การทูตไผ่ลู่ลมของไทยได้ผล เพราะผู้นำยุคนั้นรู้ชัดว่าต้องการอะไร ปฏิรูปภายในอย่างจริงจัง และใช้มหาอำนาจหนึ่งคานอีกมหาอำนาจหนึ่งอย่างกระตือรือร้น นั่นคือ active balancing

สิ่งที่คิสซินเจอร์จะกังวลคือ การทูตไทยวันนี้อาจกำลังไถลจากความยืดหยุ่นไปสู่ strategic drift หรือการลอยตามน้ำโดยไม่มียุทธศาสตร์นำทาง ไผ่ที่ลู่ลมได้เพราะมีรากแก้ว ถ้าไม่มีราก เมื่อเจอพายุของการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีน มันจะไม่ได้แค่ลู่ แต่จะถูกถอนทั้งต้น

เขาจะยืมคำของลีกวนยูมาเตือนว่าช้างไม่ต้องสู้กันก็เหยียบหญ้าได้

ลีกวนยู คือ ผู้นำรัฐเล็กที่คิสซินเจอร์ยกย่องมากที่สุดใน Leadership เขาถอดยุทธศาสตร์ของสิงคโปร์ไว้หลายข้อ แต่มีสองข้อที่ไทยควรฟัง

ข้อแรกคือคำเปรียบที่ลีกวนยูพูดบ่อย เมื่อช้างสู้กัน หญ้าแหลกลาญ แต่เมื่อช้างตกลงกันได้ หญ้าก็แหลกลาญไม่ต่างกัน ความขัดแย้งของมหาอำนาจเป็นภัยคุกคามต่อรัฐเล็กก็จริง แต่การที่มหาอำนาจตกลงผลประโยชน์กันข้ามหัวรัฐเล็กก็อันตรายพอกัน รัฐเล็กจึงต้องไม่หลงคิดว่าการผ่อนคลายระหว่างสหรัฐฯ กับจีนคือความปลอดภัยของตัวเองเสมอไป

ข้อที่สองคือภาพของต้นไม้ใหญ่หลายต้น รัฐเล็กจะมีพื้นที่เติบโตได้ก็ต่อเมื่อมีต้นไม้ใหญ่หลายต้นทอดเงาคานกันอยู่ ถ้าเหลือต้นเดียวแผ่กิ่งก้านคลุมทั้งป่า ไม้เล็กข้างล่างจะไม่มีที่ให้หายใจ

เขาจะบอกว่าไทยต้องมีสหรัฐฯ อยู่ในสมการเสมอ

สำหรับคิสซินเจอร์ จีนคือความจริงทางภูมิศาสตร์ที่ไทยย้ายหนีไม่ได้ การค้า การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และการท่องเที่ยวผูกไทยกับจีนไว้แน่น และในฐานะคนที่เข้าใจความคิดจีนดีที่สุดคนหนึ่งในโลกตะวันตก เขาจะเตือนว่าจีนมองระเบียบภูมิภาคผ่านแว่นของลำดับชั้น ไม่ใช่ความเท่าเทียมของรัฐอธิปไตย ถ้าไทยยอมอ่อนข้อในทุกเรื่อง ไทยจะค่อย ๆ ถูกดึงเข้าสู่ sphere of influence ของปักกิ่งโดยไม่ต้องมีใครประกาศ

สิ่งที่ถ่วงแรงดึงนั้นได้คือสหรัฐฯ ในฐานะ offshore balancer มหาอำนาจโพ้นทะเลที่มีผลประโยชน์หลักคือไม่ให้เอเชียตกอยู่ใต้อำนาจของชาติใดชาติเดียว สถานะพันธมิตรตามสนธิสัญญาระหว่างไทยกับสหรัฐฯ จึงเป็นสินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์ที่มีค่าที่สุดชิ้นหนึ่งของไทย ถ้าปล่อยให้อ่อนแอลง ไทยจะเสีย leverage กับจีนทันที

ศิลปะจึงอยู่ที่การทำให้ปักกิ่งรู้ว่าถ้าบีบไทยมากเกินไป ไทยพร้อมขยับเข้าหาวอชิงตัน และทำให้วอชิงตันรู้ว่าถ้าไม่เห็นความสำคัญของไทย ไทยก็มีทางเลือกอื่น คือการยืนอยู่ตรงกลางความต้องการของทั้งสองฝ่าย โดยไม่ยอมเป็นเบี้ยล่างของฝ่ายใด

เขาจะบอกว่าความเกรงใจมาจากผลประโยชน์ ไม่ใช่ความสงสาร

ปัญหาที่คิสซินเจอร์จะชี้ตรง ๆ คือในสายตาสหรัฐฯ ความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของไทยลดลงเมื่อเทียบกับเวียดนาม ฟิลิปปินส์ หรือสิงคโปร์ และในโลกของเขา ไม่มีมหาอำนาจไหนปกป้องรัฐเล็กเพราะความเห็นใจ

ไทยจึงต้องสร้างเหตุผลใหม่ให้คนอื่นต้องการ ใช้เวที Rare Earths เป็นจุดตัดด้านความมั่นคงที่ดึงพันธมิตรหลายชาติเข้ามา ใช้ข้อได้เปรียบที่ไทยไม่มีข้อพิพาทโดยตรงในทะเลจีนใต้วางตัวเป็นสะพานและพื้นที่เจรจา แบบที่ Klemens von Metternich เคยทำให้ Vienna กลายเป็นศูนย์กลางการเจรจาของยุโรป และดึงห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์อย่างเซมิคอนดักเตอร์และพลังงานสะอาดเข้ามา เพื่อให้มหาอำนาจมีผลประโยชน์ที่ต้องปกป้องอยู่บนแผ่นดินไทย

ลีกวนยูเรียกสิ่งนี้ว่าการทำตัวให้คนอื่นขาดไม่ได้ และคิสซินเจอร์มองว่านี่คือเกราะที่ดีที่สุดที่รัฐเล็กสร้างได้ด้วยมือตัวเอง

เขาจะบอกว่าอย่าคุยกับยักษ์ตามลำพัง

ใน A World Restored คิสซินเจอร์ชี้ว่ารัฐที่ขาดกำลังทหารต้องพึ่งการสร้างความชอบธรรมร่วม หากไทยเจรจากับจีนแบบตัวต่อตัว อำนาจต่อรองแทบไม่มีความหมายเมื่อเทียบกับประเทศที่มีประชากรกว่าพันสี่ร้อยล้านคน

ASEAN จึงไม่ใช่แค่เวทีเศรษฐกิจ แต่เป็นกรอบความชอบธรรมที่บังคับให้มหาอำนาจต้องคุยกับรัฐเล็กในฐานะกลุ่ม แม้กลไกฉันทามติจะทำให้ ASEAN เชื่องช้าและอ่อนแอในหลายเรื่อง แต่การมีเกราะที่ไม่สมบูรณ์ยังดีกว่าปล่อยให้มหาอำนาจแบ่งแยกแล้วจัดการทีละประเทศ คิสซินเจอร์จะเร่งให้ไทยกลับมามีบทบาทนำใน ASEAN แทนที่จะยืนดูอยู่ข้างสนาม

และสุดท้าย เขาจะชี้กลับเข้ามาที่บ้าน

คำเตือนที่หนักที่สุดอาจไม่เกี่ยวกับสหรัฐฯ หรือจีนเลย คิสซินเจอร์เชื่อมาตลอดว่านโยบายต่างประเทศที่ยิ่งใหญ่ไม่อาจเกิดจากประเทศที่แตกแยกภายในเรื้อรัง ในบทที่เขาเขียนถึง Konrad Adenauer และลีกวนยู จุดร่วมคือผู้นำที่สร้างความมั่นคงภายในก่อน แล้วจึงมีพลังพอจะเล่นเกมข้างนอก

ถ้ารัฐบาลเปลี่ยนบ่อย ระบบราชการทำงานแบบกลัวผิดมากกว่ากล้าทำ และทิศทางต่างประเทศแกว่งไปตามขั้วการเมืองทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาล

ไทยจะไม่มีทางมี grand strategy ได้ และมหาอำนาจจะมองเห็นจุดอ่อนนี้ ก่อนใช้มันเป็นช่องทางแทรกแซงเพื่อครอบงำนโยบาย

สิ่งที่คิสซินเจอร์จะเรียกร้องจึงเป็นฉันทามติร่วมกันระหว่างพรรคการเมือง ว่าไทยจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ที่ไม่โอนเอียงตามกระแสในโซเชียลมีเดียหรือผลประโยชน์เฉพาะหน้าของกลุ่มการเมืองใด

ต้องยอมรับว่าคนที่ผมสมมติให้มาเตือนไทยคือคนเดียวกับที่เคยมองกัมพูชาและลาวเป็นเพียงสนามข้างเคียงของสงครามมหาอำนาจ

คำแนะนำของคิสซินเจอร์จึงไม่ได้มาจากความหวังดีต่อรัฐเล็ก แต่มาจากความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่ามหาอำนาจคิดอย่างไร 

คิสซินเจอร์คงไม่ได้บอกให้ไทยเลือกข้าง แต่จะบอกว่าความเป็นกลางที่แท้จริงไม่ได้มาจากการอยู่นิ่ง ๆ หาที่หลบภัย แล้วภาวนาให้พายุผ่านไป

แต่ขึ้นอยู่กับการรู้จักตัวเอง การทำตัวให้มีคุณค่าที่ใครก็ขาดไม่ได้ และการรักษาดุลอำนาจอย่างชาญฉลาด

 

S. Udakarn
Logo
Enable registration in settings - general