เวลาคนไทยได้ยินคำว่ารัฐบุรุษ ภาพที่ลอยขึ้นมาในหัวมักเป็นภาพของผู้ใหญ่ผู้ทรงเกียรติ วัยวุฒิสูง มีบารมี และเป็นที่เคารพของผู้คนในสังคม
แต่สำหรับเฮนรี คิสซินเจอร์ (Henry Kissinger) แนวคิด Statesman เป็นอะไรที่ดาร์กกว่ามาก
ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย คำว่ารัฐบุรุษถูกใช้ในฐานะสถานะอันทรงเกียรติ ปรีดี พนมยงค์ ได้รับการยกย่องเป็นรัฐบุรุษอาวุโสเมื่อปี 2488 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ส่วน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐบุรุษเมื่อปี 2531 หลังพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งสองกรณีมีจุดร่วมเดียวกัน คือเป็นการยกย่องภายหลัง เป็นสถานะที่มอบให้แก่บุคคลที่สังคมเห็นว่ามีคุณูปการต่อชาติ
ในภาษาสื่อ รัฐบุรุษมักหมายถึงผู้ใหญ่ที่สังคมคาดหวังให้มาไกล่เกลี่ยยามวิกฤต บางครั้งหมายถึงคนดีมีคุณธรรมที่ควรได้รับความไว้วางใจ
รัฐบุรุษแบบไทยจึงเป็นคำนาม เป็นตำแหน่ง เป็นเกียรติ และมักผูกอยู่กับภาพของความบริสุทธิ์ทางศีลธรรม
Statesman ของคิสซินเจอร์ คือ สภาวะมากกว่าตัวบุคคล
สำหรับคิสซินเจอร์ Statesman ไม่ใช่ตำแหน่งที่ใครมอบให้ และไม่ใช่สิ่งที่ได้มาหลังเกษียณ แต่เป็นสภาวะของผู้นำในขณะที่ต้องตัดสินใจ เป็นการผสมกันของอุปนิสัย สติปัญญา และความกล้าหาญที่จะลงมือท่ามกลางความไม่แน่นอน (Uncertainties)
คิสซินเจอร์แยก Statesman ออกจากผู้นำ 3 ประเภท ดังนี้
1.นักการเมือง (Politician) ที่วิ่งตามวงรอบการเลือกตั้ง
2.ข้าราชการ (Bureaucrat) ที่ยึดขั้นตอนและหลีกเลี่ยงความผิดพลาด
3.ประกาศก (Prophet)ที่ถือสัจธรรมสัมบูรณ์จนไม่ยอมประนีประนอม
Statesman ในความหมายของคิสซินเจอร์ คือ คนที่ทำงานอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของเวลาและความเป็นไปได้ ยอมเจรจา ยอมประนีประนอม เพื่อรักษาดุลยภาพและป้องกันไม่ให้สิ่งที่เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้น
รัฐบุรุษแบบไทยคือสิ่งที่คนอื่นยกย่อง แต่ Statesman ของคิสซินเจอร์ คือ สิ่งที่ผู้นำต้องทำ
ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดคือเรื่องศีลธรรม รัฐบุรุษในจินตนาการแบบไทยมักถูกคาดหวังให้เป็นคนดีที่ไม่แปดเปื้อน แต่ในโลกของคิสซินเจอร์ ทางเลือกของผู้นำแทบไม่เคยเป็นการเลือกระหว่างดีกับชั่ว หากเป็นการเลือกระหว่างความชั่วร้ายที่น้อยกว่ากับความชั่วร้ายที่มากกว่า
คิสซินเจอร์ยึดสิ่งที่ Max Weber เรียกว่า Ethics of Responsibility หรือจริยธรรมแห่งความรับผิดชอบ ผู้นำต้องถูกตัดสินจากผลของการกระทำ ไม่ใช่ความบริสุทธิ์ของเจตนา ใครที่ต้องการรักษาความใสสะอาดทางศีลธรรมไว้อย่างสมบูรณ์ ก็ไม่ควรก้าวเข้ามาในการเมืองระหว่างประเทศตั้งแต่แรก
หากมองด้วยกรอบนี้ ภาพผู้นำที่ถือความดีเป็นเกณฑ์สูงสุดและปฏิเสธการประนีประนอมเพราะมองว่าเป็นความเสื่อม กลับใกล้เคียงกับสิ่งที่คิสซินเจอร์เรียกว่า Prophet มากกว่า Statesman และในสายตาของคิสซินเจอร์ Prophet คือผู้นำที่อันตราย เพราะความพยายามสร้างยูโทเปียมักจบลงด้วยการทำลายความผูกพันทางสังคมและความทุกข์ทรมานของผู้คนจำนวนมาก
รัฐบุรุษแบบไทยคือคนที่สังคมยกย่อง แต่ Statesman ของคิสซินเจอร์มักเป็นคนที่สังคมไม่เข้าใจในเวลาที่ต้องตัดสินใจทำในสิ่งที่กระทบกับคนหมู่มาก
คิสซินเจอร์เรียกภาวะนี้ว่า The Problem of Conjecture หรือปัญหาแห่งการคาดคะเน ในช่วงต้นของวิกฤต เมื่อโอกาสลงมือมีมากที่สุด ข้อมูลกลับมีน้อยที่สุด แต่เมื่อข้อเท็จจริงทุกอย่างชัดเจน โอกาสที่จะเปลี่ยนทิศทางก็หายไปแล้ว ตัวอย่างที่คิสซินเจอร์ยกบ่อยคือเมื่อปี 1936 ที่ Adolf Hitler ส่งทหารเข้ายึดไรน์แลนด์ หากชาติตะวันตกลงมือตอนนั้น สงครามโลกครั้งที่สองอาจไม่เกิด แต่ผู้นำเหล่านั้นจะไม่มีทางพิสูจน์ได้ว่าตัดสินใจถูก และอาจถูกประณามว่าพาชาติเข้าสู่สงครามโดยไม่จำเป็น
Statesman จึงต้องเดิมพันบนสิ่งที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ และต้องยอมรับว่าตัวเองอาจถูกเข้าใจผิดตลอดไป
ตัวอย่างที่คิสซินเจอร์ศึกษาอย่างลึกซึ้งคือ Lord Castlereagh รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ ผู้มองเห็นความจำเป็นของดุลอำนาจในยุโรปก่อนที่สังคมอังกฤษจะพร้อมเข้าใจ จนถูกโดดเดี่ยวและจบชีวิตอย่างโศกนาฏกรรม
นี่คือภาพของ Statesman ที่ห่างไกลจากภาพผู้ใหญ่ผู้ได้รับการเคารพนับถืออย่างสิ้นเชิง
คิสซินเจอร์มองว่า Statesman ต้องทำหน้าที่เป็น Educator คือสร้างสะพานระหว่างประสบการณ์ในอดีตของประชาชนกับวิสัยทัศน์ของผู้นำ แต่งานนี้มีขีดจำกัดที่โหดร้าย หากก้าวล้ำหน้าสังคมมากเกินไป ผู้นำจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังแบบ Castlereagh หากยึดอยู่กับประสบการณ์เดิมของสังคม นโยบายจะไร้พลังแบบ Klemens von Metternich ที่ประคองจักรวรรดิออสเตรียได้ แต่สุดท้ายตกเป็นนักโทษของอดีต
ความเป็นครูในความหมายนี้จึงไม่ใช่การให้โอวาทจากที่สูง แต่คือการโน้มน้าว อธิบาย และพาสังคมให้ยอมรับข้อจำกัดของความเป็นจริงทีละก้าว ซึ่งต้องทำในขณะที่ยังรับผิดชอบต่อผลลัพธ์อยู่ ไม่ใช่หลังจากวางมือแล้ว
อีกบทเรียนที่ควรนำมาคิดคือคำเตือนของคิสซินเจอร์ต่อ Otto von Bismarck เขายกย่องความสามารถของบิสมาร์กในการคำนวณดุลอำนาจอย่างแม่นยำ แต่ก็ชี้ว่าระบบที่สร้างขึ้นบนอัจฉริยภาพของคนคนเดียวนั้นเปราะบาง เมื่อหมดยุคของผู้นำ ระบบก็พร้อมพังทลาย
ข้อนี้สะท้อนกลับมาถึงวัฒนธรรมการเมืองที่พึ่งพาบารมีของผู้ใหญ่ได้อย่างน่าคิด Statesman ที่แท้จริงในความหมายของคิสซินเจอร์ไม่ได้วัดกันที่ว่าตัวเองมีบารมีแค่ไหน แต่วัดกันที่ว่าได้สร้างดุลยภาพและความชอบธรรมที่ยั่งยืนพอจะอยู่ได้แม้ไม่มีตัวเองหรือไม่ ซึ่งเป็นเหตุผลที่คิสซินเจอร์ยกย่อง Lee Kuan Yew และ Konrad Adenauer ในฐานะผู้นำที่พาชาติไร้ทรัพยากรหรือชาติที่แตกสลายให้มีที่ยืนในระเบียบโลกได้อย่างมั่นคง
อย่าลืมว่าคิสซินเจอร์เองก็ถูกตั้งคำถาม
สำหรับคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชื่อของคิสซินเจอร์ผูกอยู่กับการทิ้งระเบิดในกัมพูชาและลาวช่วงสงครามเวียดนาม รวมถึงการสนับสนุนระบอบเผด็จการในหลายประเทศ ฝ่ายวิจารณ์มองว่าตรรกะของความชั่วร้ายที่น้อยกว่า และความเชื่อว่าระเบียบต้องมาก่อนความยุติธรรม สามารถกลายเป็นข้ออ้างให้ผู้นำก่อความสูญเสียมหาศาลโดยไม่ต้องรับผิดชอบ ส่วนฝ่ายที่ปกป้องมองว่านี่คือราคาของการตัดสินใจในโลกที่ไม่มีทางเลือกที่สะอาด
การเข้าใจ Statesman ในทัศนะคิสซินเจอร์จึงไม่ได้แปลว่าต้องยอมรับมันทั้งหมด แต่ช่วยให้เราเห็นชัดว่ากำลังคาดหวังอะไรจากผู้นำ
รัฐบุรุษแบบไทยคือคนดีที่ควรได้รับการยกย่อง
ขณะที่ Statesman ของคิสซินเจอร์ คือ ผู้นำที่กล้าตัดสินใจในความมืด ยอมแบกตราบาป ยอมถูกเข้าใจผิด และยังรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ได้
ในโลกที่ข้อมูลท่วมท้นจนบดบังปัญญาอย่างที่คิสซินเจอร์กังวลในช่วงท้ายชีวิต บางทีสิ่งที่สังคมขาดอาจไม่ใช่คนที่ได้รับการเรียกขานว่ารัฐบุรุษ
แต่เป็นผู้นำสามารถดำรงภาวะความเป็น Statesman ในขณะที่ยังอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจตัดสินใจ ไม่ใช่เมื่อลงจากหลังเสือแล้ว

Strategic Thinker | Author | Independent Analyst
สำเร็จการศึกษาด้านการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความสนใจและการค้นคว้าอย่างลึกซึ้งในด้านทฤษฎีการเมือง พฤติกรรมของมหาอำนาจ และการวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์เชิงยุทธศาสตร์
ติดต่ออีเมล์ Tivawarin@gmail.com