การมองภาพอนาคตเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Foresight) คือ ขีดความสามารถขององค์กรในการตรวจจับสัญญาณการเปลี่ยนแปลง
ตีความว่าสัญญาณเหล่านั้นอาจพัฒนาไปสู่อนาคตแบบใด และเปลี่ยนตัวเองก่อนที่คู่แข่งจะขยับ
ไม่ใช่การทำนายอนาคตให้แม่นยำ แต่เป็นการเตรียมองค์กรให้พร้อมกับอนาคตหลายรูปแบบที่เป็นไปได้
บทความนี้เรียบเรียงจากหนังสือสองเล่ม คือ Strategic Foresight: An Introductory Guide to Practice ของ Jan Oliver Schwarz และ Strategic Thinking with AI ของ Hossein Hakimpour ซึ่งอธิบายว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนวิธีที่องค์กรมองอนาคตอย่างไร
Strategic Foresight คือ อะไร
Schwarz ใช้นิยามของ René Rohrbeck (2015) เป็นแกนหลักของหนังสือ สรุปใจความได้ว่า Corporate Foresight คือการระบุ สังเกต และตีความปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ประเมินผลกระทบที่อาจเกิดกับองค์กรโดยเฉพาะ แล้วกระตุ้นให้องค์กรตอบสนองอย่างเหมาะสม โดยสร้างคุณค่าผ่าน3 ช่องทาง ได้แก่
1.การเข้าถึงทรัพยากรสำคัญก่อนคู่แข่ง
2.การเตรียมองค์กรให้พร้อมเปลี่ยนแปลง
3.การพาองค์กรมุ่งไปสู่อนาคตที่ต้องการอย่างเป็นฝ่ายรุก
Schwarz ยังเน้นว่าเราควรคิดถึงอนาคตหลายแบบที่เป็นไปได้ (Futures) เพราะอนาคตไม่ได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า และเมื่อไม่ได้ถูกกำหนดไว้ ก็หมายความว่าองค์กรสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้
Strategic Foresight แตกต่างจากการพยากรณ์ (Forecasting) อย่างไร
การพยากรณ์แบบดั้งเดิมพยายามลดทอนความซับซ้อนเพื่อหาคำตอบเดียว แต่ Strategic Foresight ทำตรงกันข้าม คือคืนความซับซ้อนกลับเข้าสู่กระบวนการวางแผนยุทธศาสตร์ Schwarz ชี้ว่าแนวคิด Predict and Prepare ของการบริหารแบบนีโอคลาสสิกใช้ไม่ได้อีกต่อไปในโลกที่ความไม่ต่อเนื่องกลายเป็นเรื่องปกติ เป้าหมายจริงของการมองอนาคตคือการท้าทายสมมติฐานและ Mental Model ของผู้บริหาร ไม่ใช่การทำนายผลลัพธ์ที่ถูก
ทำไมองค์กรยุคนี้ถึงหลีกเลี่ยงไม่ได้
วิกฤตการเงินเมื่อปี 2008 การระบาดของ COVID-19 และสงครามในยูเครน ตอกย้ำว่าองค์กรกำลังอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบ VUCA (Volatile, Uncertain, Complex, Ambiguous) นักวิชาการบางกลุ่มอย่าง Rafael Ramirez และ Angela Wilkinson ถึงกับเสนอคำว่า TUNA (Turbulence, Uncertainty, Novelty, Ambiguity) เพื่อสะท้อนว่าความปั่นป่วนก้าวเลยกรอบ VUCA ไปแล้ว ข้อสรุปร่วมคือองค์กรต้องตื่นตัวมากขึ้น และ Strategic Foresight เป็นส่วนสำคัญของความตื่นตัวนั้น
จุดกำเนิดของการมองภาพอนาคตเชิงยุทธศาสตร์
รากฐานของศาสตร์นี้มาจากสองสายหลัก สายแรกคือ Project RAND (Research ANd Development) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 1945 ทันทีหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้สนใจประวัติศาสตร์เชิงลึกอ่านต่อได้ที่ A Brief History of RAND สายที่สองคือสำนัก La Prospective ของฝรั่งเศส ที่เน้นการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องหลากหลายกลุ่ม
เมื่อทศวรรษ 1950 Herman Kahn แห่ง RAND Corporation พัฒนา Scenario ชุดแรกขึ้น และตีพิมพ์หนังสือ The Year 2000 ร่วมกับ Anthony J. Wiener เมื่อปี 1967 ต่อมาเมื่อทศวรรษ 1970 Royal Dutch Shell นำเทคนิค Scenario มาผูกเข้ากับการวางแผนยุทธศาสตร์จนเกิดเป็น Scenario Planning โดยมี Pierre Wack เป็นผู้บุกเบิก บทความของเขาใน Harvard Business Review เมื่อปี 1985 ยังถูกอ้างอิงมาจนถึงปัจจุบัน ความสำเร็จของ Shell กลายเป็นหลักฐานยืนยันที่ทำให้บริษัทอื่นนำไปใช้ตาม
ช่วงทศวรรษ 1980 ถึง 1990 องค์กรขนาดใหญ่อย่าง Daimler และ Deutsche Bank เริ่มตั้งหน่วยงานคลังสมองภายใน และหลังปี 2000 Foresight ก็ฝังตัวเข้าสู่กิจวัตรขององค์กร แต่งานวิจัยของ Rohrbeck เมื่อปี 2010 พบว่าหลายบริษัทยังแปลงข้อมูลเชิงอนาคตให้กลายเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้ไม่ดีนัก ปัญหานี้คือจุดที่บทความนี้จะกลับมาพูดถึงอีกครั้ง
กระบวนการ 4 ขั้นของ Strategic Foresight
Schwarz ต่อยอดโมเดลสามขั้นของ Rohrbeck โดยเพิ่มขั้นที่สี่เข้าไป กลายเป็นกระบวนการต่อเนื่องที่ไม่ควรทำครั้งเดียวแล้วจบ
ขั้นที่ 1 Perceiving: รับรู้สัญญาณ
องค์กรค้นหาปัจจัยที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะ Weak Signals ซึ่งเป็นแนวคิดของ H. Igor Ansoff เมื่อปี 1975 ตรรกะเบื้องหลังคือความไม่ต่อเนื่องแทบไม่เคยเกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน Pierre Wack เปรียบว่านักมายากลจะเสกกระต่ายออกมาได้ก็ต่อเมื่อกระต่ายอยู่ในหรือใกล้หมวกอยู่แล้ว เป้าหมายของขั้นนี้คือการได้เปรียบด้านเวลา (Lead Time Advantage)
ขั้นที่ 2 Prospecting: ตีความและสร้างภาพอนาคต
องค์กรทำความเข้าใจว่าสัญญาณเหล่านั้นอาจพัฒนาไปทางใด ผ่านเครื่องมืออย่าง Scenario Planning หรือ Futures Literacy Laboratory พร้อมหาจุดพลิกผัน (Tipping Point) เพื่อรู้ว่าควรลงมือเมื่อใด เป้าหมายคือการได้เปรียบด้านความเข้าใจ (Insight Advantage)
ขั้นที่ 3 Probing: ทดลองทางเลือกใหม่
องค์กรทดสอบแนวทางใหม่ผ่านการทำต้นแบบ โครงการวิจัยและพัฒนา (R&D) การทดสอบกับผู้บริโภค หรือการตั้งหน่วยธุรกิจใหม่ เครื่องมือที่ช่วยในขั้นนี้ได้แก่ Business Wargaming และ Design Thinking
ขั้นที่ 4 Transforming: เปลี่ยนองค์กรจริง
ขั้นที่ Schwarz เพิ่มเข้ามาคือการปรับ ผสาน และจัดโครงสร้างทรัพยากรและขีดความสามารถขององค์กรใหม่ เพราะการมองเห็นอนาคตโดยไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองไม่มีประโยชน์
เครื่องมือ Strategic Foresight ที่ใช้งานได้จริง
Rafael Popper ทบทวนการศึกษาด้าน Foresight 886 ชิ้นเมื่อปี 2008 และจัดกลุ่มเครื่องมือตามฐานความสามารถส 4 ด้าน เรียกว่า Foresight Diamond ได้แก่ 1) Creativity (ความคิดสร้างสรรค์) 2) Expertise (ความเชี่ยวชาญ) 3) Interaction (การปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เชี่ยวชาญ) และ 4) Evidence (หลักฐานเชิงข้อมูล) องค์กรที่ดีควรใช้เครื่องมือหลายแบบผสมกัน เครื่องมือหลักมีดังนี้
Environmental Scanning: สแกนสภาพแวดล้อม
เป็นจุดเริ่มต้นของทุกกระบวนการ Schwarz แนะนำให้ใช้กรอบ PEST (Political, Economic, Social, Technological) เพื่อให้มองครบทุกมิติ และแบ่งการสแกนเป็นสองแบบ แบบ Outside In มองรอบทิศ 360 องศาเพื่อลดจุดบอด แต่เสี่ยงข้อมูลท่วม ส่วนแบบ Inside Out ให้ผู้บริหารกำหนดหัวข้อล่วงหน้า ซึ่งจัดการง่ายกว่าแต่เพิ่มโอกาสเกิดจุดบอด เมื่อพบ Weak Signal แล้วต้องติดตามต่อเนื่อง ไม่ใช่บันทึกแล้วลืม
Scenario Planning แบบ Shell: เครื่องมือยอดนิยมที่สุด
Kees van der Heijden อดีตหัวหน้าทีม Scenario Planning ของ Royal Dutch Shell เรียกเครื่องมือนี้ว่าศิลปะแห่งบทสนทนาเชิงกลยุทธ์ (The Art of Strategic Conversation) Schwarz สรุปขั้นตอนตามแนวทาง Intuitive Logic ที่ทำตามได้ทันที
- กำหนดขอบเขต ตั้งคำถามหลัก เช่น อุตสาหกรรมของเราจะเป็นอย่างไรในอนาคต
- หา Key Drivers รวบรวมเทรนด์จากการค้นคว้าและสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทั้งในและนอกองค์กร จัดลงกรอบ PEST แล้ววางบน Relevance Uncertainty Matrix เทรนด์ที่ทั้งสำคัญสูงและไม่แน่นอนสูงคือ Key Drivers
- สร้าง Scenario เลือก Key Drivers สองตัวที่เป็นอิสระต่อกัน กำหนดขั้วปลายทางของแต่ละตัว แล้วไขว้กันเป็นเมทริกซ์ได้ 4 ฉากทัศน์ ตั้งชื่อให้จำง่ายและเขียนเป็นเรื่องเล่า
- ถอดผลกระทบ ใช้ Implication Matrix ประเมินว่าแต่ละฉากทัศน์ส่งผลอะไรต่อองค์กร แล้วทำ Wind Tunneling เพื่อหาผลกระทบที่มั่นคง (Robust) คือเรื่องที่สำคัญอย่างน้อยสองฉากทัศน์ขึ้นไป ซึ่งองค์กรควรลงมือทำไม่ว่าอนาคตจะออกมาแบบใด
สิ่งสำคัญคือ Scenario ที่ดีต้องต่างกันในเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่รูปแบบย่อยของอนาคตเดียว
Delphi Method: รวมความเห็นผู้เชี่ยวชาญ
พัฒนาขึ้นที่ RAND เป็นแบบสำรวจลายลักษณ์อักษรหลายรอบ มีองค์ประกอบหลัก 4 ประการ คือ 1) การไม่เปิดเผยตัวตน 2) การทำซ้ำหลายรอบ 3) การป้อนกลับแบบควบคุม และ 4) การสรุปความเห็นกลุ่ม การไม่เปิดเผยชื่อช่วยป้องกันไม่ให้ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงครอบงำวงสนทนา ข้อควรจำคือ Harold A. Linstone และ Murray Turoff ผู้บุกเบิกวิธีนี้ยืนยันว่า Delphi เป็นวิธีจัดโครงสร้างการสื่อสารในกลุ่ม
Business Wargaming: ซ้อมรบทางธุรกิจ
เป็นการจำลองสถานการณ์แบบสวมบทบาท แต่ละทีมเล่นเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น คู่แข่ง ลูกค้า หรือหน่วยงานกำกับดูแล เกมดำเนินไปหลายตา แต่ละตาแทนช่วงเวลาหรือฉากทัศน์หนึ่ง จุดเด่นคือมิติการแข่งขันที่เครื่องมืออื่นมักมองข้าม แต่ต้องเตรียมการค้นคว้าเรื่องเทรนด์และสมมติฐานของอุตสาหกรรมอย่างละเอียดก่อนเริ่มเสมอ
Futures Literacy Laboratory: ฝึกความรู้เท่าทันอนาคต
แนวคิดที่ Riel Miller ผลักดันผ่านองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) มองว่าการคิดถึงอนาคตเป็นทักษะที่ฝึกได้ ขั้นแรกของห้องปฏิบัติการคือทำให้สมมติฐานเกี่ยวกับอนาคตที่ซ่อนอยู่ในหัวผู้เข้าร่วมปรากฏออกมาให้เห็นชัด แล้วจึงท้าทายมัน
AI กับการมองภาพอนาคตเชิงยุทธศาสตร์
Hakimpour อธิบายว่า AI กำลังขยายขีดความสามารถของ Foresight ในหลายขั้น ในขั้น Perceiving มีเครื่องมืออย่าง Dataminr และ Recorded Future ที่ตรวจจับความผิดปกติและ Weak Signals จากข้อมูลมหาศาลแบบเรียลไทม์ ในขั้น Prospecting มีแพลตฟอร์มอย่าง Futures Platform, StratNavApp และ FutureFit AI ที่ผสานสัญญาณการเปลี่ยนแปลงจากการทำเหมืองข้อความบนเว็บเข้ากับข้อมูล Megatrend เพื่อเร่งการสร้างฉากทัศน์
ตัวอย่างที่เขายกคือ Boston Consulting Group (BCG) ที่ใช้ Generative AI สร้างฉากทัศน์ What If ให้ลูกค้าจำนวนมากอย่างรวดเร็ว และ IKEA ที่ทำ Everyday Life Scenarios โดยเชิญนักออกแบบ นักสังคมวิทยา พนักงาน และลูกค้าทั่วโลกมาร่วมจินตนาการว่าชีวิตในบ้านจะเปลี่ยนไปอย่างไรในอีก 10 ถึง 20 ปี
แต่ Hakimpour เตือนชัดเจนว่า AI ต้องทำงานเคียงข้างวิจารณญาณของมนุษย์ ไม่ใช่แทนที่ กับดักใหญ่คือ Automation Bias ที่ผู้บริหารเชื่อผลลัพธ์จากอัลกอริทึมเหมือนเป็นคำพยากรณ์ศักดิ์สิทธิ์ นักยุทธศาสตร์จึงต้องทำหน้าที่เหมือนบรรณาธิการบริหาร คอยคัดกรองเนื้อหาที่ AI สร้างขึ้นเองโดยไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ อคติที่ฝังอยู่ และคำตอบที่ฟังดูน่าเชื่อแต่ผิด เขาเสนอ Hybrid Strategic Intelligence Model (HSIM) ที่มองมนุษย์และ AI เป็นระบบเดียวที่พัฒนาไปด้วยกัน ขณะที่ Schwarz เองก็เตือนไม่ให้พึ่งพาซอฟต์แวร์มากเกินไป แม้จะยอมรับว่ามีประโยชน์ในการโน้มน้าวผู้บริหาร
บทเรียนจาก Kodak มองเห็นอนาคตแต่ไม่ยอมเปลี่ยน
หลายคนเชื่อว่า Kodak ล่มสลายเพราะมองไม่เห็นกล้องดิจิทัล Schwarz ชี้ว่าความจริงตรงกันข้าม Kodak เป็นหนึ่งในบริษัทแรกที่จดสิทธิบัตรเทคโนโลยีภาพถ่ายดิจิทัล แต่ล้มเหลวในการเปลี่ยนตัวเองจากธุรกิจฟิล์มกำไรสูงไปสู่ธุรกิจอุปกรณ์ดิจิทัลกำไรต่ำ กรณีของ Encyclopaedia Britannica ก็มองได้ในทำนองเดียวกัน
Schwarz เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Implementation Gap คือองค์กรเก่งเรื่อง Perceiving และ Prospecting แต่อ่อนเรื่อง Probing และ Transforming Foresight จึงต้องถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่งานวิเคราะห์ที่ผลิตรายงานเกี่ยวกับอนาคตแล้ววางไว้บนชั้น
7 หลักการทำ Strategic Foresight ให้ได้ผล
จากประสบการณ์ตรงทั้งงาน Business Wargaming ที่ Booz Allen Hamilton และ A.T. Kearney การวางระบบ Foresight ที่ Allianz SE และโครงการ Scenario Planning อีกจำนวนมาก Schwarz สรุปหลักการไว้เจ็ดข้อ
- ทฤษฎีคือกุญแจ ต้องเข้าใจความท้าทายเชิงความคิดและเชิงองค์กรก่อนลงมือ
- ผู้นำต้องมีส่วนร่วม Schwarz เล่าว่าเคยสร้าง Scenario ตามวิธีของ Shell อย่างละเอียด แต่ผู้บริหารไม่เคยมีส่วนร่วมในกระบวนการ สุดท้ายหัวหน้าของเขานำเสนอ 20 นาทีต่อทีมผู้บริหารแล้วไม่ได้รับเสียงตอบรับใดเลย ขณะที่โครงการที่สำเร็จที่สุดของเขาล้วนมีผู้นำเข้ามาร่วมผ่านการสัมภาษณ์หรือเวิร์กช็อปเล็กที่ออกแบบมาดี
- เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ไม่จำเป็นต้องมีทีมใหญ่ เริ่มจาก Trend Workshop ง่ายๆ ได้
- ให้ทุกคนมีส่วนร่วม ใช้ความรู้ที่กระจายอยู่ทั่วองค์กร และป้องกันความเชื่อผิดๆ ว่ามีหน่วยงานดูแลเรื่องอนาคตแทนแล้ว
- ร่วมมือข้ามอุตสาหกรรม ตัวอย่างคือ Foresight Academy ที่หลายบริษัทร่วมกันสำรวจอนาคต โดยรับเพียงหนึ่งบริษัทต่ออุตสาหกรรมเพื่อไม่ให้เกิดการแข่งขันกันเอง
- ฝึกอบรมผู้นำ รายละเอียดอยู่ในหัวข้อถัดไป
- ทักษะการอำนวยความสะดวก Scenario Planning ควรถูกมองเป็นการแทรกแซงเชิงองค์กร ไม่ใช่ขั้นตอนที่ทำตามคู่มือ ผู้ดำเนินรายการที่เก่งต้องพากลุ่มจากความรู้สึกไม่แน่นอนไปสู่ความมั่นใจในการรับมือได้
อบรม Strategic Foresight องค์กร: ทำไมต้องลงทุนกับคน
งานวิจัยเชิงประจักษ์ของ Schwarz, Rohrbeck และ Wach เมื่อปี 2020 พบว่าการอบรมด้าน Corporate Foresight ให้ผู้บริหารส่งผลเชิงบวกต่อ Dynamic Capabilities ขององค์กร หรือความสามารถในการปรับตัวและจัดสรรทรัพยากรใหม่ Philip Tetlock และ Dan Gardner ก็ยืนยันว่า Foresight ไม่ใช่พรสวรรค์ติดตัว แต่เป็นวิธีคิด วิธีรวบรวมข้อมูล และวิธีปรับความเชื่อที่ฝึกฝนได้
Schwarz ยังอ้างงานวิจัยที่พบว่าการใช้ Scenario ช่วยลด Overconfidence Bias และ Confirmation Bias ซึ่งเป็นอคติที่ทำให้ผู้บริหารมองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง ในมุมของเขา ระบบที่ดีหรือซอฟต์แวร์ที่ทันสมัยไม่ได้รับประกันว่าผลลัพธ์จะถูกนำไปใช้ แต่หากผู้นำผ่านการฝึกฝนมาแล้ว ขั้น Perceiving, Prospecting และ Probing จะแปลงไปสู่ Transforming ได้จริง
หลักสูตรอบรม Strategic Foresight องค์กรที่ดีควรครอบคลุม 4 ทักษะที่งานวิจัยระบุ คือ
1) การรับรู้การเปลี่ยนแปลงหรือ Peripheral Vision
2) การตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน
3) การเผชิญหน้ากับอนาคตที่ไม่แน่นอน
4) การจัดสรรทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ใหม่
ในยุคปัจจุบันควรเพิ่มทักษะความรู้เท่าทัน AI ตามที่ Hakimpour เสนอ เพื่อป้องกันทั้งการพึ่งพา AI มากเกินไปและการไม่กล้าใช้เลย
เริ่มต้นได้ทันทีโดยไม่ต้องรองบประมาณ
ตามหลักการ Starting Small ของ Schwarz องค์กรสามารถเริ่มได้ดังนี้
- จัด Trend Workshop กับทีมผู้บริหาร ใช้แหล่งเทรนด์ฟรีอย่าง Future Agenda หรือ Megatrends Hub ของคณะกรรมาธิการยุโรป
- ถามสองคำถามกับทุกเทรนด์ คือ เรามีความเข้าใจตรงกันไหมว่าเทรนด์นี้คืออะไร และเทรนด์นี้มีความหมายอย่างไรต่อธุรกิจของเรา
- คัดเทรนด์ลงกรอบ PEST แล้ววางบน Relevance Uncertainty Matrix เพื่อหา Key Drivers
- ทดลองสร้าง Scenario สี่ฉากทัศน์ และหาผลกระทบที่ Robust
- นัดทบทวนเป็นระยะ เพราะ Foresight เป็นกระบวนการต่อเนื่อง ไม่ใช่โครงการครั้งเดียว
สรุป
Strategic Foresight คือ การทำให้องค์กรมีความจำเกี่ยวกับอนาคตหลายแบบ เพื่อให้ผู้นำลงมือได้เร็วขึ้นเมื่อสัญญาณปรากฏ บทเรียนจาก Kodak บอกเราว่าการมองเห็นอย่างเดียวไม่พอ ต้องผูก Foresight เข้ากับการเปลี่ยนแปลงองค์กร ให้ผู้นำมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น และลงทุนกับการฝึกคน ส่วน AI เป็นเครื่องขยายขีดความสามารถที่ทรงพลัง แต่การตัดสินใจสุดท้ายยังต้องเป็นของมนุษย์
อ้างอิง
Schwarz, J. O. (2024). Strategic Foresight: An Introductory Guide to Practice. Abingdon: Routledge. doi.org/10.4324/9781003302735
Hakimpour, H. (2026). Strategic Thinking with AI: Foresight, Tools, and Leadership for the Digital Age. Cham: Palgrave Macmillan, Springer Nature. ลิงก์ DOI
Tags Strategic Foresight, Strategic Foresight คือ, เครื่องมือ Strategic Foresight, การมองภาพอนาคต ยุทธศาสตร์, อบรม Strategic Foresight องค์กร, Scenario Planning, Corporate Foresight, Weak Signals, Delphi Method, Business Wargaming, Futures Literacy, AI กับการวางแผนยุทธศาสตร์, VUCA, การวางแผนเชิงกลยุทธ์, การบริหารความไม่แน่นอน

Strategic Thinker | Author | Independent Analyst
สำเร็จการศึกษาด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความสนใจและการค้นคว้าอย่างลึกซึ้งในด้านทฤษฎีการเมือง พฤติกรรมของมหาอำนาจ และการวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์เชิงยุทธศาสตร์
ติดต่องานวิทยากร/ให้คำปรึกษา/เขียนบทความ ได้ที่อีเมล์ Tivawarin@gmail.com