Last Letter (2020) เพลงประกอบ (Ost.) สำหรับคนที่ยัง Move on ไม่ได้

เราเพิ่งชม Last Letter ไปเมื่อวาน (12 มี.ค. 2563) และได้เขียนรีวิวหนึ่งในหนังที่รักที่สุดไว้แล้ว แต่แฟนหนังของ Shunji Iwai จะรู้ดีว่าการ Move On จากหนังของเขาหลังจากชมไปได้สองสามวันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย อาจจะต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนถึงจะก้าวผ่านมวลอารมณ์ที่อึงอลอยู่ในใจได้ 

เราเองที่แม้จะเตรียมใจไว้แล้ว ก็ยังไม่รอดต้องถูกหนังของ Shunji Iwai ทำให้สลัดไม่หยุดอยู่จนต้องหา Ost.Last Letter มาฟังก่อนที่จะหาเวลากลับไปชมอีกรอบ คราวที่แล้ว Love Letter, All Abut Lily Chou Chou กับ Rainbow Song ติดอยู่ในหัวมาจนถึงทุกวันนี้ Last Letter ก็คงไม่แคล้วมาแนวเดียวกัน 

Ost. Last Letter (2020) ประพันธ์โดย (ไม่ใช่ใครอื่น) Takeshi Kobayashi ตำนานผู้อยู่เบื้องหลังบทเพลงของ Lily Chou Chou นั่นเอง โดยเป็นการกลับมาร่วมงานกับ Shunji Iwai เป็นครั้งแรกหลัง All About Lily Chou Chou ในปี 2001 หรือเกือบ 20 ปีเลยทีเดียว 

Ost. Last Letter เริ่มต้นด้วย 2 Track สำคัญชื่อ ‘Opening 1’ และ ‘Opening 2’ อันเป็นการใช้ Leitmotif ของ Track สำคัญอย่าง ‘Mask’ หรือหน้ากากผ้าของ Misaki นั่นเอง ต้องบอกเลยว่าพอได้ยิน Track นี้ในฉากเปิดเรื่อง เรารู้ในทันทีเลยว่านี่แหละหนังของ Shunji Iwai พร้อมกับน้ำตาที่ค่อย ๆ เอ่อซึมเบ้าตาโดยไม่รู้ตัว 

 

ลิงก์ผู้สนับสนุน

หลังจาก 2 Track เปิดเรื่องที่จบลงด้วยฉากที่รถของ Yumi ค่อย ๆ ขับจากไป โดยมี Ayumi และ Soyoka ยืนส่งอยู่ด้านหลัง Track ต่อมาก็เป็นเพลงที่บรรเลงในฉากงานเลี้ยงรุ่นซึ่งกลายเป็นฉากสำคัญ โดยเฉพาะสุนทรพจน์ในพิธีจบการศึกษาที่เป็นธีมสำคัญของเรื่อง Track นี้ยังใช้ Leitmotif หลักของ Mask ที่ให้อารมณ์สุขทั้งน้ำตา เข้ากันได้ดีกับห้วงอารมณ์ Coming of Age ที่อบอวลไปด้วยการจากลา การพลัดพราก ความทรงจำ อนาคตที่ไม่แน่นอน และอดีตที่เกือบลืมไปแล้วที่ได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง 

 

หลังจากที่เปิดเรื่องด้วยงานศพและปล่อยให้คนดูรับมือกับมวลอารมณ์อันหนักอึ้งมาสักพัก ก็มาถึง Track ที่ผ่อนคลายกันบ้าง Send and Return เป็นช่วงเวลาที่ Yuri เริ่มเขียนจดหมายถึง Otosaka บอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเธอ ทั้งเรื่องของแม่สามี หมาใหม่สองตัว รวมถึงเรื่องเข้าใจผิด แต่ยังไม่ได้บอกเรื่องเกี่ยวกับพี่สาว ทั้งหมดเป็นไปเพราะว่าลึก ๆ แล้วเธอยังคงไม่เคยลืมรักครั้งแรกที่มีต่อ Otosaka นั่นเอง ฉากนี้ทำให้นึกถึง Love Letter อยู่มากเหมือนกัน 

 

และแล้วก็มาถึง Track สำคัญที่เป็นนางเอกของเรื่องอย่าง ‘Mask’ ซึ่งหมายถึงหน้ากากผ้าที่ป้องกัน Misaki ไว้จากโรคระบาดในช่วงเวลานั้น ในช่วงแรกเราจะเห็นหน้า Misaki ที่ถูกปิดไว้ด้วยหน้ากากเท่านั้น แต่ฉากที่เธอลดหน้ากากลงแล้วเปิดเผยใบหน้าที่แท้จริงอันงดงาม และทำให้ Otosaka หลงรักตั้งแต่แรกเห็น ก็เปรียบได้กับการลด Guard ลงเพียงชั่วคราวเท่านั้น เพราะตลอดชีวิตวัยเยาว์ของเธอ หน้ากากเปรียบเหมือนสิ่งที่กั้นเธอกับ Otosaka เอาไว้ และเมื่อเข้ามหาวิทยาลัย หน้ากากที่หายไปก็เหมือนภูมิคุ้มกันที่ลดลงแล้วทำให้เธอถูกชักจูงจนตกต่ำไปในท้ายที่สุด 

ความเป็นมนุษย์ในหนังของ Shunji Iwai คือสิ่งที่เราหลงใหลเสมอ ไม่มีใครสวยงาม สมบูรณ์แบบ ตัวละครของ Iwai มีความบกพร่อง มีการเลือกทางเดินที่พลาด มีความล้มเหลว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะต้องสิ้นสุดลง ภายใต้หน้ากากของความทุกข์ ยังมีสิ่งสวยงามที่ชื่นชมอีกมาก อย่างการมีกันและกันระหว่างครอบครัว ความงดงามของธรรมชาติ และความสวยงามของความรักที่มั่นคงและคงอยู่ตลอดไปแม้ไม่ได้ครอบครอง 

 

อีก Track หนึ่งที่เราชอบมาก คือ Girl Cousins อย่างที่รู้กันว่า Shunji Iwai เป็นคนที่ถ่ายทอดสายสัมพันธ์ระหว่างเด็กผู้หญิงออกมาได้แบบสมจริงและสวยงามเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะใน Hana and Alice ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่าง Ayumi กับ Soyoka ก็เป็นไฮต์ไลท์ของ Last Letter ที่ทำให้เราอบอุ่นใจเป็นอย่างมาก เพราะต่อให้โลกจะเลวร้ายเพียงใด ขอให้ครอบครัวยังมีกันและกัน ทุกอย่างจะต้องโอเค สบายดีแน่นอน Daijoubu 

 

และแล้วก็มาถึง 2 Track สุดท้ายที่ทำหน้าที่ในการบีบคั้นอารมณ์เราอย่างถึงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นฉากจับมือในห้องสมุด ฉาก Otosaka และ Misaki ร่วมกันเขียน ‘จดหมายฉบับสุดท้าย’ และฉาก Ayumi ยืนมองน้ำตกและบอกกับตนเองว่าจะต้องเข้มแข็งในที่สุด นี่คือฉากที่ทรงพลังเป็นอย่างมาก และเสริมด้วย Track ที่ทำหน้าที่ในการสื่ออารมณ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ หากบอกว่า Last Letter เป็นงานศิลปะก็คงไม่ผิดนัก หรือจะเป็นนิยายก็อาจจะไม่ใช่นิยายขายดีได้รางวัล แต่เป็นนิยายที่จะเก็บอยู่ในตู้หนังสือในมุมที่โดดเด่นที่สุด และจะหยิบออกมาอ่านทุกครั้งเป็นประจำ โดยเฉพาะในยามที่คิดถึงใครคนหนึ่ง 

รักมากจริง ๆ Last Letter 

ใครเก่งภาษาญี่ปุ่น รบกวนแปลส่งไปให้เฮีย Shunji แกหน่อย บอกว่าตรงนี้มีคนที่เทิดทูนงานแกกับ Takeshi Kobayashi มาอีกคนหนึ่งครับ

 

นอกจากนั้น ในช่วง End Credit หนังยังได้เสียงอันน่ารักสดใสของน้อง Nana Mori ที่รับบท Soyoka/Yuri มาร้องเพลง Frog Song ซึ่งความหมายน่ารักมาก ๆ อยากให้มีใครช่วยอัพ Sub ไทยขึ้น YouTube หน่อยจะดีมากครับ เพราะดูในโรง ความหมายเพลงดีมากจริง ๆ