The Pappyness

By S. Udakarn

Fahrenheit 11/9 (2018) เปลวไฟในพายุ

/
/
/
109 Views
Fahrenheit 11/9 (2018) เปลวไฟในพายุ
เสฏฐวุฒิ อุดาการ เขียน

“เพราะไม่อาจกลายเป็นจริงสำหรับทุกคน เราถึงเรียกมันว่าความใฝ่ฝัน”

นอกจากจะเป็นผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีแนวซ้าย ๆ มือฉมังแล้ว

Michael Moore ยังเป็นศาสดาพยากรณ์

เราเป็นหนึ่งในคนจำนวนไม่มากนักที่ได้อ่านบทความ ‘5 Reasons Why Trump Will Win’ จากแฟนเพจของเขาเมื่อราวๆ กลางปี 2016 หลายเดือนก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่า Moore ไม่ได้เขียนมันขึ้นมาเล่นๆ แต่เป็นการเตือนกองเชียร์และฝ่ายอนุรักษ์นิยมในพรรคเดโมแครตให้อย่าประมาทกระแสของ Donald Trump เป็นอันขาด ซึ่งผลลัพธ์ของความมั่นใจเกินเหตุก็ประจักษ์ให้เห็นอย่างแสบทรวงกันในปัจจุบัน

ใน Fahrenheit 11/9 Moore พาเรากลับไปสำรวจสาระสำคัญของบทความดังกล่าวอีกครั้ง เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าชัยชนะของ Donald Trump ไม่ได้มาจากโชคช่วยเพียงประการเดียว

ในทางกลับกัน มันกลับถูกหนุนเสริมด้วยความล้มเหลวของพรรคเดโมแครตในการแก้ไขปัญหาภายในประเทศ โดยเฉพาะในรัฐฐานเสียง ความเสื่อมศรัทธาในผู้นำและพรรคการเมือง

ตลอดจนความแข็งแกร่งของอภิสิทธิ์ชนและกลุ่มทุนขนาดมหึมาที่ครอบงำการเมืองสหรัฐฯ มาอย่างเนิ่นนานอย่างที่ Chomsky เคยกล่าวไว้ในช่วงแรกผลิใบของขบวนการ Occupy Movement ว่าระบบการเมืองสหรัฐฯ ไม่ต่างจากบรรษัทที่แม้ว่าจะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนผู้บริหารทุก ๆ 4 ปี แต่ท้ายที่สุดแล้วทุกอย่างก็ถูกควบคุมด้วยกรรมการบริหารและผู้ถือหุ้นหรือกลุ่มทุนขนาดใหญ่อยู่ดี

การเมืองของชนชั้นนำรูปแบบเช่นนี้เป็นสิ่งที่กัดกร่อนการเมืองของประชาชน ด้วยการให้ความหวังและฉายภาพความฝันแบบอเมริกันชนกล่อมอย่างซ้ำๆ และปล่อยให้พวกเขาเฝ้าดูความใฝ่ฝันนั้นค่อยๆ เคลื่อนห่างจากความเป็นจริง
และในท้ายที่สุดก็พังพินาศลงต่อหน้าต่อตา ทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพัง บ้านร้าง และถนนที่ไร้ผู้คน

แทนที่ Moore จะพุ่งเป้าโจมตีด้านมืดของ Trump อย่างที่เราท่านทราบกันดีอยู่แล้ว เขากลับพาเราเดินทางไปยังบ้านเกิดในรัฐ Michigan ที่ซึ่งรัฐบาลกลางไม่ให้ความเหลียวแล จนผู้ว่าฯ จากพรรครีพับลิกันซึ่ง Moore ฉายภาพได้อย่างชั่วร้ายตามแบบตัวโกงในภาพยนตร์มาก (ชายในสูท ผิวขาว หัวสีดอกเลา และมีแววตาอันเยือกเย็น) แสวงหาผลประโยชน์จากการสร้างท่อส่งน้ำใหม่ใน Lake Michigan เพื่อเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มนายทุน และทำให้ระบบน้ำประปาในเมือง Flint ที่อยู่ใกล้เคียง ไม่สามารถใช้การได้ตามปกติและต้องเปลี่ยนไปใช้น้ำจากคลองซึ่งปนเปื้อนด้วยธาตุเหล็กปริมาณมากแทน

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือสิ่งที่ Moore เรียกว่าคือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ขนาดย่อมๆ เพราะธาตุเหล็กส่งผลเสียต่อสุขภาพของประชาชนอย่างหนัก และที่สำคัญ Flint คือเมืองที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวแอฟริกัน-อเมริกัน

ประเด็นนี้จึงใหญ่กว่าปัญหาการฉ้อฉลในหน้าที่และผลประโยชน์ทับซ้อน แต่มันสะท้อนปัญหาเก่าแก่ที่ยังคงดำรงอยู่ในสังคมอเมริกันมาอย่างเนิ่นนาน แม้จะถูกกดทับไว้ด้วยกระแสเสรีนิยม แต่ความรังเกียจเดียดฉันท์ทางเชื้อชาติยังคงเป็นปีศาจที่พร้อมจะถูกปล่อยออกมาอาละวาดเสมอ และนั่นก็คงอธิบายภาพหญิงผิวสีวัยกลางคนที่ทรุดลงบนพื้นอย่างหมดอาลัยตายอยาก เมื่อภาพของ Trump ปรากฏบนตึก Empire State ในฐานะ ปธน.สหรัฐฯ คนที่ 45 ได้เป็นอย่างดี

นอกจาก การโฟกัสไปที่ปัญหามลภาวะทางน้ำ Moore ยังฉายให้เราเห็นถึงมรดกทางการเมืองอันล้าสมัยที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญอีกหลายประการ ทั้งสิทธิในการครอบครองอาวุธเพื่อป้องกันตนเอง (Rights to bear arms) อันนำมาซึ่งปัญหาการกราดยิงในโรงเรียนจำนวนมากที่ก่อให้เกิดความสูญเสียมากยิ่งกว่าในสงครามอิรัก/อัฟกานิสถาน และผู้นำเจ้าของมอตโต้ Change You can believes in ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากกล่าวคำอาลัยว่า ‘Thoughts and Prays’

ระบบ Primary Vote ที่ไม่สามารถสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนในเคาน์ตี้ต่างๆ เป็นเหตุให้ปู่ Bernie Sanders ต้องพ่ายแพ้ให้กับ Hilary Clinton แบบจำใจ (ฉากนี้เราน้ำตาคลอเลย เพราะตอนแรกเชียร์ปู่ ยิ่งอ่านประวัติก็ยิ่งชอบ พอแกแพ้เราก็เลิกตามข่าวและไม่สนใจ คิดว่าประชาชนที่งดออกเสียง ไม่ไปเลือกตั้งก็คงต้องการแก้แค้นกลุ่มอนุรักษ์นิยมในเดโมแครตที่ทรยศพวกเขาเช่นกัน)

รวมถึงระบบ Electoral College ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเมืองของชนชั้นนำที่นอกจากจะยังอยู่ไม่ไปไหนแล้ว ยังทรงพลังมากกว่าเดิมในยุคที่โลกาภิวัตน์ทำให้อุดมการณ์เสรีนิยมทั้งเสรีภาพในการแสดงออก ความเสมอภาคทางเพศ สิทธิในการเลือกตั้ง และพลังของเครือข่ายคนรุ่นใหม่ที่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยี/เครือข่ายสังคมออนไลน์

Moore ชี้ให้เห็นว่าท่ามกลางความเงียบ พลังที่เป็นปฏิกิริยาโต้กลับได้ก่อตัวขึ้นและมันก็ได้ระเบิดออกมาในการเลือกตั้งที่ผ่านมาใน พ.ย. 2016 ชัยชนะของ Trump นอกจากจะได้รับการหนุนเสริมจากบรรดากรรมเก่าของพรรคการเมืองทั้งโดโมแครตและรีพับลิกันในอดีตแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบของความสุดโต่งบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างมาก

Moore เปรียบเทียบการผงาดของ Trump กับการก้าวขึ้นเถลิงอำนาจของ Adolf Hitler ซึ่งเรามองว่าแม้จะมีส่วนคล้ายแต่ก็ไม่สามารถเปรียบเทียบบริบทและวัฒนธรรมการเมืองได้อย่างสมบูรณ์นัก แต่ข้อสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าการตีขลุมว่าคนที่มีแนวคิดเสรีนิยม หรือ Cosmopolitanism โลกทั้งผองพี่น้องกัน เป็นปัญญาชนจบ Ivy League หรือเป็นตัวแสดงที่มีเหตุผลก็สามารถใช้เสียงและทางเลือกของตนเองเป็นบันไดให้ทรราชย์ขึ้นสู่อำนาจได้ดุจกัน

Trump แย่ ใช่ Trump หยาบคาย ใช่ Trump โง่ ใช่

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีคนอเมริกันจำนวนไม่น้อยที่สนับสนุนเขา

และนี่คือด้านมืดของประชาธิปไตยแบบอเมริกัน

อย่างไรก็ตาม Moore ก็ไม่ได้ทำสารคดีที่ฉายภาพแต่ความมืดมิด แต่เขายังจุดเทียนให้เห็นถึงแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ด้วยการแสดงให้เห็นว่าในช่วงเวลาที่มืดมน อเมริกาถูกปกครองด้วยชนชั้นนำและถูกอำนาจมืดโต้กลับราวกับกาแล็กซี่ใน Empire Strikes Back ยังมีกลุ่มคนตัวเล็ก ๆ ที่มุ่งมั่นทำในสิ่งที่ตนเองเชื่ออย่างเงียบๆ พวกเขาหลายคนไม่ได้เกิดในตระกูลที่ร่ำรวย ไร้ต้นทุนทางสังคม บางคนเป็นเพียงป้าแก่ๆ ที่มีไฟในวัยเกษียณ บางคนถูกมองว่าเป็นคนนอก เป็นคนที่ไม่สมควรแม้แต่ได้รับสิทธิเลือกตั้ง อย่าว่าแต่สมัครเป็นผู้แทนเลย Moore มองกลุ่มคนเหล่านี้ว่าเป็นพลังของอนาคต เป็นพลังของความเปลี่ยนแปลง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น Moore ก็เลือกที่จะจบ Fahrenheit 11/9 ด้วยความค้างคา ราวกับต้องการสร้างบรรยากาศของความไม่แน่ใจ ไม่แน่นอน และปล่อยให้ผู้ชมนั่งอยู่ในความมืดมิดที่เหมือนว่าจะเห็นแสงสว่างอยู่ไกลๆ แต่ไม่รู้ว่าจะเดินไปหาแสงดังกล่าวอย่างไร และมันจะมาถึงเมื่อไหร่ คงเหมือนกับความรู้ของอเมริกันชนจำนวนไม่น้อยในห้วงยามนี้

สำหรับประเทศไทย ความรู้สึกเมื่อเราดูหนังของ Moore ขณะเป็นนิสิตกับในปัจจุบันมีความแตกต่างกันพอสมควร เพื่อนร่วมโรงหนังของเราเป็นนักศึกษานักกิจกรรมจำนวนหนึ่งที่น่าจะชวนกันไปดู พวกเขาต่างหัวเราะและแสดงความสะใจในบางฉากบางเฟรมซึ่งทำให้เรานึกถึงตัวเองเมื่อสัก 6-7 ปีก่อน

เมื่อครั้งที่เราเชื่อมั่นเหลือเกินว่าพลังของคนรุ่นใหม่จะเป็นคบไฟที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ในระดับหนึ่ง แม้ว่าในความเป็นจริงมันจะหม่นกว่านั้น เราสงสารคนรุ่นใหม่หลายคนที่สับสนและเจ็บปวดที่ความหวังของพวกเขาไปไม่ถึงฝั่ง และเราก็รู้สึกยินดีที่เห็นหลายคนยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าผลักดันความหวังของพวกเขาต่อไป

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่หนึ่งที่ต้องคำนึงคือวัฒนธรรมการเมืองของสังคมอเมริกันมีความแตกต่างกันกับบ้านเราในระดับหนึ่ง หนังของ Moore ทำให้เราเห็นว่าปัญหาที่เราพบเจอในสังคมไทย ทั้งการคอรัปชั่น สิ่งแวดล้อม ความยากจน ก็เกิดขึ้นในอเมริกาและหลายประเทศในทั่วทุกมุมโลก และก็มีกลุ่มคนที่พยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าวเช่นเดียวกัน

สิ่งที่เราอยากจะบอกคือปัญหาเหล่านี้ภาครัฐโดยลำพังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างสมบูรณ์หากขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและพลังคนรุ่นใหม่ที่มีอยู่มากมายทุกกลุ่ม และไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องการเมืองเสมอไป

ขณะที่กลุ่มพลังคนรุ่นใหม่ก็ต้องปรับรูปแบบการเคลื่อนไหวและแสดงออกให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมทางการเมืองของสังคม เพื่อให้สามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนให้ได้มากที่สุด ที่สำคัญต้องไม่ยึดติดที่ตัวผู้นำคนใดคนหนึ่ง และเน้นการผลักดันประเด็นใดประเด็นหนึ่งเป็นสำคัญ อย่าผลักดันทุกอย่าง เพราะไม่มีใครสามารถแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้ในเวลาน้อยนิด

นอกจากนั้น พลังคนรุ่นใหม่ในภาคส่วนต่างๆ ซึ่งเคยมีความฝันที่อยากจะให้สังคมไทยดีขึ้นก็เป็นอีกพลังเงียบหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญ ส่วนหนึ่งอาจติดภาระด้านการงานและหลายคนอาจเบื่อการเมืองจนล้มเลิกความสนใจไป กลุ่มเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นอดีตของพลังคนรุ่นใหม่ที่เหนื่อยล้ากับวัฒนธรรมองค์กรและกฎเกณฑ์บางอย่างจนหันเหความสนใจไปด้านอื่นทั้งๆ ที่มีศักยภาพและประสบการณ์ที่มากขึ้นตามวัย

คนกลุ่มนี้สามารถที่จะเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาได้ ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่ๆ แต่เป็นเรื่องเล็กๆ ที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเราให้ดีขึ้นได้ เรื่องบางอย่างต้องผลักดันกันเป็น 10 ปี 20 ปี หรือบางคนต้องใช้เวลาทั้งชีวิตในการต่อสู้ผลักดันอย่าง Bernie Sanders โดยไม่มีหลักประกันว่าจะประสบความสำเร็จ

เช่นนี้เขาถึงเรียกมันว่าความใฝ่ฝัน เพราะมันไม่อาจกลายเป็นความจริงได้สำหรับทุกคน

แต่ถ้าเราไม่หลับตาฝัน จินตนาการหาทางออกจากอุโมงค์อนธการ

สายตาของเราก็จะทำความคุ้นเคยกับความมืด และคุ้นชินอยู่กับมันจนเป็นปกติ

เมื่อเราแยกไม่ออกระหว่างความมืดของอุโมงค์กับความมืดหลังเปลือกตา

เมื่อนั้นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ก็อาจไม่จำเป็นอีกต่อไป

เพราะหากตาเรามืดบอดแล้วไซร้

ไยต้องไขว่คว้าไล่ตามแสงตะวัน

แหละนี่คือโศกนาฏกรรม.

2 ธ.ค. 2561

This div height required for enabling the sticky sidebar
Ad Clicks : Ad Views : Ad Clicks : Ad Views : Ad Clicks : Ad Views : Ad Clicks : Ad Views :