The Pappyness

By S. Udakarn

[รีวิว] Terminator: Dark Fate

/
/
/
125 Views
ลิงก์ผู้สนับสนุน

         

          คุณอาจเปลี่ยนอนาคตได้ แต่คุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชะตาลิขิตได้?

          Terminator: Dark Fate (2019) เป็นหนังตลก

          ไม่ใช่มุขขำขันหรือความโปกฮาของตัวละคร

          แต่เป็นความไม่สมเหตุสมผลที่ทำให้เราหลุดขำออกมาหลายฉาก

          แน่นอนคนที่ซื้อตั๋วหนังเข้าไปดู Terminator คงไม่ได้คาดหวังหนังที่มีบทชั้นเลิศ ตัวละครที่วาทะที่แหลมคม หรือมีพล็อตที่ฉลาดล้ำลึก เราก็เช่นกัน ตัวอย่างหนังไม่ได้ทำให้เราสนใจหนังเรื่องนี้ตั้งแต่แรก แม้ว่าจะเป็นแฟน Terminator 2: Judgement Day ก็ตาม แต่สิ่งที่พาเราเข้าไปนั่งอยู่ในโรงหนังตลอดสองชั่วโมง คือ เสียงกระซิบที่บอกว่าเราควรเปิดใจ แล้วเข้าไปดูหนังเรื่องนี้เสีย มันอาจจะไม่ได้แย่อย่างที่คิดก็ได้

          ใช่ หนังไม่ได้แย่อย่างที่คิด แต่ก็ไม่ได้แปลว่าหนังเรื่องนี้ดีพอที่จะทำให้เราชอบได้

          สิ่งแรกที่ต้องชมเชยคือ Terminator: Dark Fate เปิดเรื่องได้ดี ชวนติดตาม แต่หลังจากนั้นหนังก็ดำเนินตามสูตรเดิมเกือบจะเหมือนพล็อตของ T2 ทั้งหมด ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด หากหนังทำฉากแอ็คชั่นต่าง ๆ ได้อย่างมีชั้นเชิงหรือมีอารมณ์ขันสอดแทรกเหมือน T2

          ปัญหาคือ Dark Fates ไม่มีทั้งสองอย่าง

          หนังพูดถึงประเด็นชะตาลิขิตที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ นั่นคือแม้ว่า Sarah Corner กับลูกชายจะสามารถยับยั้ง Judgement Day จะการครอบงำของ Skynet ได้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว มนุษย์ก็ยังลงเอยด้วยการสร้าง AI ขึ้นเพื่อใช้งานต่าง ๆ กระทั่ง AI สามารถพัฒนาสำนึก (consciousness) ขึ้นมาแล้วกวาดล้างมนุษย์ออกไปให้หมดโลกนี้

          แก่นเรื่องเช่นนี้ Isac Asimov หรือ Arthur C. Clark เขียนมาตั้งแต่ Arnold Schwarzenegger หรือ James Cameron ยังเป็นวุ้นอยู่เลย เมื่อนำสิ่งเหล่านั้นกลับมาผลิตซ้ำ ควรทำได้ดีกว่าเดิม ไม่ใช่วนเวียนซ้ำอยู่ที่เดิม

          Dark Fate จึงจบลงด้วยการสื่อสารที่ค่อนข้างสับสนว่าต้องการจะบอกคนดูว่าอนาคตเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ด้วยมือเรา แต่มนุษย์กลับไม่สามารถหลีกหนีโชคชะตาได้?

          หนังมีความเป็น Sci-fi น้อยมากจนมิอาจเรียกได้ว่าสืบทอดอารมณ์ความรู้สึกจาก Terminator และ T2 นอกจากฉากแอ็คชั่นที่ใส่มาแบบเปล่าประโยชน์ เพราะมันไม่น่าจดจำเอาเสียเลย

         ที่สำคัญ นางเอกซึ่งเป็นคนเม็กซิกัน กลับไม่มีคำอธิบายว่าทำไมต้องเขียนบทให้เธอเป็นคนเม็กซิกัน ซึ่งต้องถูกช่วยเหลือด้วยคนผิวขาวตั้งสามคน ผู้หญิงผิวขาว 2 คนเหล็ก 1 เพื่อให้มีชีวิตรอดจากคนเหล็กที่หน้าตาเหมือนคนเม็กซิกัน แม้ว่าในท้ายที่สุดเธอจะมีบทบาทสำคัญ แต่มันก็ไม่มีเหตุผลอะไรรองรับที่หนักแน่นมากพอ มากไปกว่าการต้องการให้เธอเป็น Nobody ที่ผุดขึ้นมาจาก ‘นรก’ ในสายตาของคนขาว

          นั่นเรื่องนี้มันหายนะชัด ๆ หากฉากแอ็คชั่นทำได้สนุก ตัวละครมีโมเมนต์ของตนเอง และมีแก่นของเรื่องที่ชัดเจนมากกว่านี้อีกนิดหนึ่ง เราจะไม่ว่าอะไรเลย แต่สิ่งที่ Dark Fate หยิบยื่นให้กับเรากับเป็นคำถามว่า ทำไม ทำไม และทำไม ถึงหยิบมาสร้างต่อแล้วไม่ให้เส้นเรื่องของ Terminator จบไปตั้งแต่ T2 ซึ่งออกแบบฉากจบได้อย่างยอดเยี่ยมเป็นตำนานอยู่แล้ว

          ไม่น่าเลยจริง ๆ

          ขออภัยแฟนหนังชุดนี้ที่ผ่านเข้ามาอ่านด้วย

          แต่เราไม่ถูกใจ Dark Fate จริง ๆ

          โดยส่วนตัวแล้ว คิดว่าถ้าหนังเลือกที่จะหยิบชีวิตของ T-800 มาสร้างเป็นหนังประมาณ ‘พ่อฉันเป็นคนเหล็ก’ (My Dad is a terminator) ออกแนวคอเมดี้เหมือนที่อาร์โนลด์เคยเล่นหนังเด็กเมื่อก่อนคงจะสนุกและน่าสนใจมากกว่านี้

 

This div height required for enabling the sticky sidebar
Ad Clicks : Ad Views : Ad Clicks : Ad Views : Ad Clicks : Ad Views : Ad Clicks : Ad Views :