The Pappyness

By S. Udakarn

[รีวิว] สุขสันต์วันโสด Low Season

/
/
/
277 Views
ลิงก์ผู้สนับสนุน

เสฏฐวุฒิ อุดาการ

เธอคือภาพฝันในจักรวาลของฉัน

สิ่งแรกที่ทำให้ตัดสินใจซื้อตั๋วเข้าไปนั่งดู ‘สุขสันต์วันโสด’ (Low Season) คือ พล็อตเรื่องที่น่าสนใจ

คนอกหักหนีไปพักใจท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพรเป็นอะไรที่ค่อนข้างชาชิน

แต่เผอิญดวงใจที่ปวดร้าวนั้นมีเหตุมาจากสัมผัสพิเศษที่ทำให้นางเอกเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น

นี่จึงเป็นประเด็นด้านตัวตนและอัตลักษณ์ที่ถูกกดทับไว้ และเป็นปมที่ถูกขมวดตลอดทั้งเรื่อง

หลินเป็นเด็กสาวที่สามารถมองเห็นผีได้ สัมผัสพิเศษนี่เองที่ทำให้ความสัมพันธ์กับคนรักมีปัญหา

เมื่อเกิดหลุมดำขึ้นในความสัมพันธ์ ดวงใจจึงออกเดินทางไกลเพื่อเยียวยาบาดแผลที่ถูกความรักโบยตี

 

ในฐานะคนเชียงใหม่ ขอชื่นชมว่า ‘Low Season’ มีการกำกับภาพที่ดึงความสวยงามของสิ่งที่เราเรียกว่า ‘เชียงใหม่ปลายขอบฟ้า’ ออกมาได้ดี

แม้ว่าบางจุดของการบังคับโดรนจะรู้สึกแปลก ๆ เหมือนมีปัญหา แต่ไม่อยากถ่ายซ่อม ก็พอให้อภัยได้

อย่างไรก็ตาม หนังก็มีความผิดพลาดบางจุดเกี่ยวกับบางฉาก หรือ Sub-Plot บางอย่างที่ใส่มาให้น่าสนใจ แต่กลับไม่มีอะไร แล้วคลี่คลายง่ายเกินไป

ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างวิทยากับนุ่น หรือพี่โอมกับปมความขัดแย้งในใจที่จู่ ๆ ก็เฉลยแบบงง ๆ ทั้ง ๆ ที่มีอะไรให้เล่นมากมาย

รวมถึง บทสรุปที่ค่อนข้างเร่งรัดและไม่ค่อยสมเหตุสมผล เหมือนว่าพอตัวละครออกจากป่าเขา แล้วเขาสู่ป่าคอนกรีต การเล่าเรื่องที่ลื่นไหลก็สะดุดลงเสียดื้อ ๆ ก่อนที่จะตัดกลับไปที่ป่าอีกครั้งอย่างรวดเร็ว จนทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าเพิ่งจากไปเอง อ่าว กลับมาอีกแล้ว

กระนั้น Low Season ก็มีหลายส่วนที่น่าชมเชย ไม่ว่าจะเป็นการแต่งหน้าและออกแบบ ‘ผี’ ที่ทำได้น่ากลัวพอสมควร อาจเป็นเพราะบรรยากาศของป่าเขาที่ส่งเสริมให้ผีมีลูกเล่นในการหลอกมากยิ่งขึ้น

สังเกตได้ว่า ‘ผี’ จะออกมาเฉพาะในเวลาที่หลินอยู่กับแฟน เพื่อนสนิท หรือคนที่เธอรู้สึกดีด้วยอย่าง ‘พุทธ’ อันสะท้อนให้เห็นว่าเธอมีอัตลักษณ์บางอย่างที่ถูกเก็บกดไว้ และมันจะเผยออกมาก็ต่อเมื่อ เธออยู่กับคนที่สนิทใจหรืออยู่ด้วยแล้วสบายใจเท่านั้น เปรียบได้กับสัมผัสวิเศษที่มักจะเกิดขึ้นในยามที่เรารู้สึกผ่อนคลาย หรือจิตว่าง

ต่างตรงที่พุทธกลับทำให้ ‘ผี’ ของหลินดูเป็นมิตรมากกว่าหรือสามารถหยอกล้อเล่นได้ ในขณะที่แฟนเก่าของเธอ ‘ผี’ กลับมีจังหวะหลอกที่น่ากลัวซึ่งชี้ให้เห็นถึงความหวาดกลัวในเบื้องลึกของเธอเอง

อีกส่วนหนึ่งที่น่าชมเชยคือการแสดงของ ‘พลอย’ พลอยไพลิน ตั้งประภาพร ที่วันนี้เธอไม่ได้เป็นของน้องสาวของพิมพ์ พิมประภา อีกต่อไป แต่เป็นนักแสดงที่มีฝีมือ ตลอดจนบล็อกเกอร์ที่จับตามอง เสียอย่างเดียวคือการพยายามแต่ง ‘พลอย’ ให้ดูคล้ายลิซ่ามากเกินไป ทั้ง ๆ ที่พลอยที่เป็นตัวของเธอเองก็มีความน่ารักแบบธรรมชาติอยู่แล้ว

โดยสรุปส่วนที่ดีที่ในเรื่องคืออารมณ์ขันและเพลงของเขียนไขและวาณิชที่ต้องบอกตรง ๆ ว่าส่วนใหญ่จะเข้ากับทุกฉาก แต่ก็มีบางฉากที่เหมือนกับเขียนขึ้นมาเพื่อใช้ประกอบเพลง มากกว่าการใช้เพลงมาประกอบฉาก ก็ไม่ว่ากัน เพราะเราเองก็ชอบเพลงของเขียนไขฯ และยินดีที่ได้มีโอกาสเข้าถึงผู้ฟังกลุ่มกว้างมากยิ่งขึ้น

โดยสรุป Low Season เป็นหนังที่ดูได้แบบเพลิน ๆ แม้ว่าบทจะมีการเขียนซ้ำในบางจุดค่อนข้างมาก ลองนับคำว่า ‘ขี้’ ในบทหนังดูสิครับ เยอะมาก หรือผู้เขียนบทต้องการสื่อว่ามันคือสิ่งที่ตัวละครไปสามารถสลัดออกไปจากตัวได้

เหมือนในช่วงแรกที่หลินลื่นสะดุดล้มคลุกคลายอยู่บ่อยครั้ง เหมือนเธอยังไม่สามารถลุกขึ้นจากอาการถูกเทหรือ ‘พัง’ จากความรักได้ กระทั่งได้พุทธเข้ามาช่วยบอกให้เธอยอมรับในตัวตน อัตลักษณ์ และสัมผัสวิเศษของเธอ เมื่อนั้นเองที่ความมั่นใจของหลินจึงกลับมาอีกครั้ง

และสามารถก้าวต่อไปได้ในท้ายที่สุด

หวังว่าเราเองจะทำได้แบบนั้นเช่นเดียวกัน

ขอทิ้งท้ายด้วยบทกวีที่เคยเขียนไว้ ‘ไม่มีความเหงาในป่าเขาลำเนาไพร’

ในป่า ไม่มีที่ให้ใครเหงา

วางกระเป๋าสูดกลิ่นดินหมาดฝน

เปาะแปะร่วงโปรยไพรแสนชื่นใจ

ยลหมู่นกสยายปีกร่อนเวหา

หยอกล้อสายลมคลุ้งกลิ่นกระอายฝน

นั่น กระรอกน้อยตัวจ้อย

เล่นกายกรรมห้อยกิ่งเขียว

อีกประเดี๋ยวคงกระโจนโผนถลา

จากกิ่งสู่กิ่ง ไม่ต้องปีนป่ายสายไฟอันตราย 

ไม่มีภัยมาทำให้หวั่นกลัว

ไม่ต้องกลัวใครมาทำให้หวั่นใจ

ไม่มีความเหงาในป่าเขาลำเนาไพร

มีแต่ใจที่ชอกช้ำรอเยียวยา

 

This div height required for enabling the sticky sidebar
Ad Clicks : Ad Views : Ad Clicks : Ad Views : Ad Clicks : Ad Views : Ad Clicks : Ad Views :